รีวิว DevSecOps Transformation & Technologies — Skooldio (Part 3/3)
พัฒนา Software อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย DevSecOps
รีวิว DevSecOps Transformation & Technologies — Skooldio (Part 3/3)
พัฒนา Software อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วย DevSecOps

Connect with me and follow our journey: Linkedin, Facebook
กลับมาพบกันอีกครั้งใน Part 3 ซึ่งเป็นตอนสุดท้ายของซีรีส์รีวิว DevSecOps Transformation & Technologies จาก Skooldio! หากยังไม่ได้อ่าน Part 1 และ Part 2 แนะนำให้ย้อนกลับไปอ่านก่อนเพื่อความต่อเนื่อง:
- Part 1: VSC, CI/CD และ Artifacts
- Part 2: Infrastructure, Monitoring และ Automation
ใน Part 3 นี้ เราจะพูดถึง วิธีเริ่มต้นทำ DevSecOps พร้อมกลยุทธ์ที่ช่วยให้ทีมงานและองค์กรสามารถนำ DevSecOps ไปปรับใช้ได้จริง
6. How to Start DevSecOps
Start with Why: เริ่มต้นด้วยคำถาม “ทำไม?”
การเริ่มต้นทำ DevSecOps ควรเริ่มจากการหา Pain Points ที่องค์กรกำลังเผชิญอยู่ ตัวอย่างเช่น:
- Test ผ่าน แต่ระบบ Production มีปัญหา
- Deploy ช้าเกินไป
- Bug เยอะ (Reliability ต่ำ)
- ระบบมีช่องโหว่ด้านความปลอดภัย (Security)
- ระบบล่มบ่อย และแก้ปัญหาได้ช้า
ยิ่งองค์กรมี Pain Points มากเท่าไหร่ การทำ DevSecOps ยิ่งสำคัญ!
Prerequisite: ความพร้อมก่อนเริ่ม DevSecOps
ก่อนจะเริ่มทำ DevSecOps คุณต้องเช็คความพร้อมใน 4 ด้านหลัก:
- ทีมงาน: มีจำนวนคนและเวลาเพียงพอสำหรับปรับปรุงโค้ดให้เป็น Cloud Native Application
- ทรัพยากรระบบ: ขั้นต่ำ: CPU 20 Cores, Memory 64GB, HDD 1TB
- Mindset: พร้อมยอมรับความล้มเหลวด้วย No-Blame Culture
- Development Process: เตรียมเปลี่ยนจาก Manual เป็น Automation
- Application: ต้องสามารถรันบน Linux เพื่อรองรับ Kubernetes
DevSecOps Maturity Levels
DevSecOps แบ่งระดับการพัฒนาออกเป็น 5 ระดับ:
- Ad-hoc: ทำงานแบบไม่มีแผน อยากทำก็ทำ
- Proof of Concept (PoC): ทดลอง DevSecOps ในโปรเจกต์เล็ก
- Org-wide Adoption: ทำ DevSecOps เป็นมาตรฐานองค์กร
- Sustained and Repeatable: มี Tools และ Process ที่ชัดเจน
- Optimized DevSecOps + SRE: ปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่อง
Strategies for Scaling DevSecOps
การนำ DevSecOps ไปใช้งานในองค์กรอย่างมีประสิทธิภาพมี 3 กลยุทธ์หลัก:
- การเรียนรู้ DevSecOps
- Training Center: อบรมความรู้ใหม่ๆ ให้ทีม
- Communities of Practice: ตั้งกลุ่มแลกเปลี่ยนความรู้ เช่น ชมรม
- Center of Excellence: จ้างผู้เชี่ยวชาญจากภายนอกมาให้คำปรึกษา - การทำ POC (Proof of Concept)
- PoC but Stall: ทดลองเพื่อเรียนรู้เฉยๆ
- PoC as a Template:ทำ Template สำหรับใช้ในอนาคต
- PoC as Seed: สร้างผู้เชี่ยวชาญ และกระจายความรู้ไปยังทีมอื่น - การ Scaling ในองค์กร
- Big Bang: เปลี่ยนระบบทั้งหมดในครั้งเดียว
- Bottom-Up/Top-Down: เปลี่ยนจากทีมเล็กไปทีมใหญ่ หรือจาก Management ลงไป
- Mashup: ผสมผสานวิธีต่างๆ ตามความเหมาะสม

Figure: DevSecOps Adoption Flow (Image by Author)
DevSecOps Adoption Flow
ขั้นตอนเริ่มต้น DevSecOps:
- Basic Training: อบรมพื้นฐาน DevSecOps
- พัฒนา DevSecOps Tools:
- ทำ Roadmap
- ออกแบบ Process & Policy (To be)
- ออกแบบและเตรียม Infrastructure เช่น Cloud
- เลือกและติดตั้ง Tools ที่จำเป็น เช่น GitLab, Kubernetes - Onboarding New Application:
- ปรับ Application ให้เป็น Cloud Native
- ทดลอง Deploy แบบ Manual
- สร้าง CI/CD พร้อม Automation Security
- ติดตั้ง Monitoring - Sharing & Optimization: แชร์ความรู้และปรับปรุงระบบ
Key Metrics for DevSecOps
การวัดผล DevSecOps มี 4 Metrics สำคัญ:
- Lead Time: เวลาตั้งแต่เริ่มเขียนโค้ดจน Deploy สู่ Production
- Deployment Frequency: ความถี่ของการ Deploy
- Change Failure Rate: อัตราความล้มเหลวของการเปลี่ยนแปลง
- Time to Restore: เวลากู้คืนระบบเมื่อเกิดปัญหา
Deployment Strategies
กลยุทธ์การ Deploy ระบบใหม่อย่างมีประสิทธิภาพ:
- Assessment and Roadmap:
ขั้นตอนการเริ่มต้น DevSecOps ควรมีการวางแผนที่ชัดเจน:
- Planning: วางแผนขั้นตอนการทำงาน เช่น เลือก Tools, Design Process
- Initial 1st Project: เริ่มทำโปรเจกต์นำร่องเพื่อทดสอบความเป็นไปได้
- Production: นำระบบขึ้น Production เพื่อใช้งานจริง
- Improvement: ปรับปรุงระบบตาม Feedback และแก้ไขปัญหา
- Sharing: แชร์ความรู้และประสบการณ์ให้ทีมอื่นในองค์กร
- 2nd Project: เริ่มต้นโปรเจกต์ที่สองบนพื้นฐานของบทเรียนจากโปรเจกต์แรก
- Org-wide Adoption: ขยายผล DevSecOps ไปทั้งองค์กร - Assessment (ประเมินรายละเอียดของ Application):การเก็บข้อมูลเบื้องต้นของ Application ที่จะทำ DevSecOps:
- Application Name: ชื่อ Application
- Application Summary: สรุปภาพรวมของระบบ
- Developer: ผู้พัฒนา (In-house/Outsource)
- User: ผู้ใช้งาน (Internal/External)
- Programming Languages and Frameworks: Frontend ใช้อะไร? Backend ใช้อะไร?
- Databases: ใช้ฐานข้อมูลแบบใด (SQL, NoSQL)
- Infrastructure: เซิร์ฟเวอร์และ Cloud ที่ใช้
- Environments: มี Environment อะไรบ้าง เช่น Dev, Test, Prod
- Workload: ควรระบุปริมาณการใช้งาน เช่น CCU (Concurrent Users)
- SLA: ระบุข้อตกลงด้านความเสถียร เช่น 99.9% Availability - Draft Architecture:
การออกแบบ Architecture จะช่วยกำหนดแนวทางในการปรับใช้ DevSecOps เช่น การแบ่ง Environment, Load Balancer, และการใช้ Container หรือ Orchestration Tools - ตั้ง KPI (Key Performance Indicator):
กำหนดตัวชี้วัดความสำเร็จเพื่อประเมินผลลัพธ์ของ DevSecOps:
- Deployment Frequency: ความถี่ในการ Deploy
- Cycle/Lead Time: ระยะเวลาตั้งแต่เขียนโค้ดจนถึงใช้งานจริง
- Mean Time to Resolution (MTTR): เวลาที่ใช้ในการแก้ไขปัญหา - ทำความเข้าใจ As-Is Process**:**
ศึกษากระบวนการปัจจุบัน (As-Is Process) เพื่อทำความเข้าใจว่า:
- ใครรับผิดชอบในแต่ละขั้นตอน: Code → Build → Test → Package → Release → Configure → Monitoring
- ขั้นตอนใดใช้เวลานานที่สุด: เพื่อหาแนวทางปรับปรุง
DevSecOps Design
- เริ่มจาก Pain Point
วิเคราะห์ปัญหาหลัก เช่น Deploy ช้า, Bug เยอะ, ระบบไม่เสถียร เพื่อออกแบบการแก้ไขให้ตรงจุด - เลือก Git Branching Strategy
2.1) By Concept: เน้นความยืดหยุ่นและปรับเปลี่ยนได้ง่าย (แนะนำ)
- Environment Branch Strategy: แต่ละ Branch แยกตาม Environment เช่น Dev, UAT, Prod
- Feature Branch Strategy: ใช้ Branch แยกสำหรับการพัฒนา Feature ใหม่
- Scheduled Release Strategy: ปล่อย Release ตามกำหนดเวลาชัดเจน
2.2) Full Poposing Idea: มี Process ที่ชัดเจน
- GitLab Flow, GitHub Flow, Git Flow: ใช้ Flow มาตรฐานสำหรับจัดการ Branch - เลือก Deployment Strategies
วิธี Deploy ที่เหมาะสมกับความต้องการขององค์กร:
- Recreate/Replace Deployment: ลบระบบเก่าแล้วแทนที่ด้วยระบบใหม่
- Rolling Deployment: ค่อยๆ ทดแทนระบบเก่าด้วยระบบใหม่ทีละส่วน
- Blue-Green Deployment: ใช้ 2 ระบบคู่ขนาน เช่น Blue (เก่า), Green (ใหม่)
- Canary Deployment: ทดสอบระบบใหม่กับผู้ใช้งานบางส่วนก่อน Roll Out - Automation Tools สำหรับ Environment
- Ansible: เขียน Playbook สำหรับ Automate Deployment (เหมาะกับระบบขนาดเล็ก)
- Docker: สร้าง Application เป็น Container พร้อม Deploy
- Helm + Kubernetes: จัดการ Container สำหรับ Scaling และ Reusability
- The Twelve-Factor App: แนวทางเขียนโปรแกรมที่รองรับ Cloud Native - Security ใน DevSecOps
- วางแผนการทำ Automation Security เช่น การใช้ Tools สแกนช่องโหว่
- Secure Coding: ปลูกฝังแนวคิดการเขียนโค้ดที่ปลอดภัยในทีม Dev
People: การจัดทีมเพื่อความสำเร็จใน DevSecOps
1. Anti-Types (แบบที่ล้มเหลว)
รูปแบบการจัดทีมที่มักไม่ประสบความสำเร็จ:
- Dev and Ops Silos:
- Dev และ Ops แยกการทำงานออกจากกัน ไม่มีการสื่อสารและทำงานร่วมกั
- ผลลัพธ์: ระบบที่ส่งขึ้น Production มีปัญหา เพราะ Ops ไม่เข้าใจโค้ด และ Dev ไม่เข้าใจ Infrastructure - DevOps Team Silo:
- ตั้งทีม DevOps แยกออกมาเพื่อดูแลทุกอย่าง เช่น CI/CD และ Infrastructure
- ผลลัพธ์: ทีม DevOps แบกรับงานหนักเกินไป ทำให้ทีม Burnout และคนลาออก - Dev Don’t Need Ops:
- Dev ทำทุกอย่างเอง ตั้งแต่เขียนโค้ดไปจนถึง Deploy
- แม้เหมาะกับ Startups แต่ในองค์กรใหญ่จะเจอปัญหา เช่น Scale ระบบไม่ได้ หรือ Data รั่วไหล - Rebranded SysAdmin:
- ดึง System Admin มาทำ DevOps แต่ไม่ได้ดึง Dev มาร่วมมือ
- ผลลัพธ์: ขาดความเข้าใจในการพัฒนาระบบร่วมกัน
2. รูปแบบการจัดทีมที่ Success (ประสบความสำเร็จ)
รูปแบบการทำงานที่มีความร่วมมือระหว่าง Dev และ Ops:
- Dev and Ops Collaboration:
Dev และ Ops ทำงานร่วมกัน และแบ่ง On-call Responsibilities เมื่อระบบมีปัญหา - Fully Shared Ops Responsibilities:
แบ่งปันงาน เช่น Monitoring, Troubleshooting, และ Deployment - Ops and Infrastructure-as-a-Service (Platform):
Dev ร่วมสร้าง Platform DevOps กับ Ops เพื่อรองรับ CI/CD - DevOps Advocacy Team:
สร้างทีมชั่วคราวเพื่อเชื่อม Dev และ Ops ให้สามารถทำงานร่วมกันได้อย่างราบรื่น
3. การแบ่งหน้าที่ระหว่าง Dev และ Ops
- Dev: สร้างโครงสร้างโค้ด (Structure), Build, Test, และ Deploy
- Ops: ตรวจสอบและ Optimize ระบบ รวมถึงดูแล Security (ร่วมกับทีม Security)
Site Reliability Engineering (SRE)
1. ความแตกต่างระหว่าง SRE และ DevSecOps
- DevSecOps: เป็น Mindset หรือ Culture ที่รวม Security เข้ากับ DevOps
- SRE (Site Reliability Engineering): เป็นตำแหน่งงานที่รับผิดชอบ Implement DevSecOps ในองค์กร
2. Service Levels (SLs): ตัวชี้วัดความสำเร็จใน SRE
- Service Level Indicator (SLI):
ตัวชี้วัดผลการทำงาน เช่น Latency, Availability - Service Level Objective (SLO):
เป้าหมาย เช่น 95% ของ HTTP Requests ต้องตอบกลับภายใน 200ms - Service Level Agreement (SLA):
ข้อตกลงกับลูกค้า พร้อมข้อกำหนด Compensation หากไม่เป็นไปตาม SLA
3. Error Budget: เครื่องมือวางแผนสำหรับความล้มเหลว
- Error Budget คือ เวลาที่ระบบสามารถล่มได้ โดยไม่ทำให้ผิด SLA
- หากมี Error Budget เหลือเยอะ เราสามารถใช้เวลาเพื่อทดลองสิ่งใหม่ๆ เช่นการทำ Performance Test หรือการ Deploy Feature ใหม่
4. Workflow ใน SRE
- Monitor: ตรวจสอบว่า SLI, SLO, SLA ตรงตามที่กำหนดหรือไม่
- Visualize: สร้าง Dashboard ดูระบบและ Error Budget เหลือเท่าไหร่
- Remediate: แก้ไขปัญหาเพื่อให้ระบบกลับมาทำงานตาม SLA
- Improve: ปรับปรุงระบบอย่างต่อเนื่องเพื่อเพิ่ม Reliability
นอกจากนี้ ในคอร์สยังพูดถึง DevOps Learning Path สำหรับคนที่อยากพัฒนาตัวเองในสายงานนี้อีกด้วยนะครับ หวังว่าเนื้อหาในซีรีส์นี้จะเป็นประโยชน์กับทุกคนนะครับ
Data Science Explore the world of data science with Donato_Story
Dashboard Discover the power of data visualization with Donato_Story
Donato_Journey Join me on my journey (Thai version)
Course_Review Discover the training courses with Donato_Story (Thai version)
Let’s Connect!
Your feedback is invaluable. Feel free to share your thoughts or questions in the comments below. You can also connect with me on:
- Medium: medium.com/donato-story
- Facebook: web.facebook.com/DonatoStory
- Linkedin: linkedin.com/in/nattapong-thanngam
Originally published on Medium
Related
A Practical Guide to Building Agents
คู่มือปฏิบัติ: การสร้าง Agent ด้วย LLM โดย OpenAI
AI in the Enterprise โดย OpenAI
ถอดรหัสเคล็ดลับองค์กรระดับโลก ปลดล็อกศักยภาพ AI สร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ
Best Practices for Bar Charts
Visualization Series — Episode 2
Best Practices for Line Charts
Visualization Series — Episode 3