SCBX AI Outlook 2025
เจาะอนาคต AI ปี 2025 กับ SCBX
SCBX AI Outlook 2025
เจาะอนาคต AI ปี 2025 กับ SCBX

📌 Connect with me and follow our journey: Linkedin, Facebook
บทความนี้สรุปเนื้อหาสำคัญจากหนังสือ “SCBX AI Outlook 2025” ซึ่งเผยแพร่โดย SCBX สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม สามารถดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มได้ที่: https://www.scbx.com/en/scbx-exclusive/ai-outlook-2025/

การเปิดตัว ChatGPT โดย OpenAI ปลายปี 2022 เปิดศักราชใหม่ของ Generative AI ที่ได้ฝังตัวอย่างรวดเร็วทั้งในชีวิตประจำวันและธุรกิจ รายงาน SCBX AI Outlook 2025 นี้เป็นเสมือนแผนที่นำทางท่ามกลางคลื่นเทคโนโลยี AI ที่กำลังเปลี่ยนแปลงโลก โดยเนื้อหาแบ่งเป็น 4 ส่วนหลัก:
- Act I: Open-Source vs. Closed-Source ศึกชิงเจ้า AI
- Open-Source AI กำลังมาแรงแซงทางโค้ง
- DeepSeek: ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการ Open-Source
- Open-Source กำลังเปลี่ยนเศรษฐศาสตร์ของ AI - ACT II: AI รุ่นใหม่ เล็กลง ฉลาดขึ้น ใช้งานได้หลากหลายขึ้น
- Versatile Multimodal Models (AI เข้าใจหลายรูปแบบพร้อมกัน)
- Small Models for Specific Tasks (AI ขนาดเล็กที่เก่งเฉพาะทาง)
- Scaling Intelligence for Improved Reasoning (AI ที่เน้นการคิดวิเคราะห์มากกว่าขนาด) - ACT III: Agentic AI — ยุคของผู้ช่วย AI ที่ “คิดและลงมือทำ”
- Gen AI (แบบเดิม) vs. Agentic AI
- SCBX Agentic AI Approach - ACT IV: Not Quite Human, But Almost There
- ความหมายของ AGI
- A Framework for Evaluating AGI Capability Levels
- The True Path to AGI — ความเห็นจาก Yann LeCun
- Typhoon — LLM ภาษาไทย ฝีมือ SCBX 10X
ปิดท้ายด้วยกรณีศึกษาการใช้งาน “Typhoon” AI Engine ของ SCBX ในหน่วยธุรกิจต่างๆ รายงานนี้มุ่งเป็นเข็มทิศสำหรับผู้นำในการนำ AI มาสร้างความได้เปรียบทางธุรกิจ
Act I: Open-Source vs. Closed-Source ศึกชิงเจ้า AI
ตอนนี้การพัฒนา AI ขั้นสูง มี 2 แนวคิดหลักที่แข่งขันกันอยู่:
- Open-Source AI:
- โค้ดและหลักการทำงานเปิดเผยต่อสาธารณะ
- ใครก็สามารถนำไปใช้ ปรับปรุง หรือพัฒนาต่อได้
- ตัวอย่างเช่น: DeepSeek, LLaMA จาก Meta - Closed-Source AI:
- ถูกพัฒนาและควบคุมโดยบริษัทใหญ่
- โค้ดปิด ไม่เปิดเผยรายละเอียดการทำงาน
- ตัวอย่างเช่น: ChatGPT ของ OpenAI, Claude ของ Anthropic
ข้อดีข้อเสียที่ต่างกัน:
- Open-Source เปิดให้ทดลองและพัฒนาได้มาก
- Closed-Source มักมีประสิทธิภาพสูงกว่า แต่เราไม่รู้ว่ามันทำงานยังไง เหมือนกล่องดำ (Black Box)
Open-Source กำลังมาแรงแซงทางโค้ง:
ถึงแม้ Closed-Source AI จะเป็นตัวจุดประกายความสนใจเรื่อง AI ให้คนทั่วไปรู้จัก แต่ตอนนี้ Open-Source AI กำลังเติบโตอย่างรวดเร็ว สถิติจาก Stanford Institute for Human-Centered Artificial Intelligence (HAI) บอกว่าในปี 2023 มี AI แบบ Foundation Model (โมเดลพื้นฐานที่ใช้ต่อยอดได้) เกิดขึ้นถึง 149 ตัว และมากกว่า 65% เป็นแบบ Open-Source ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีก่อนๆ อย่างเห็นได้ชัด (เพิ่มขึ้นจาก 44.4% ในปี 2022 และ 33.3% ในปี 2021)
- หลายองค์กรหันมาใช้ Open-Source AI เพื่อสร้างระบบ chatbot และแอปพลิเคชัน AI ของตัวเอง
- ไม่ต้องเสียเงินจ่ายให้บริษัทเจ้าของโมเดล
- ปรับแต่งได้ตรงกับความต้องการของตัวเอง เช่น ปรับให้เหมาะกับภาษาท้องถิ่นหรือธุรกิจเฉพาะกลุ่ม
สรุปง่าย ๆ:
Open-Source AI กำลัง “ไล่ทัน” หรืออาจแซงหน้า Closed-Source AI
และการเลือกใช้แบบใดจะเป็น “กลยุทธ์สำคัญ” ของทุกองค์กรในอนาคต
DeepSeek: ดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งวงการ Open-Source:

Credit: SCBX Link → https://www.scbx.com/en/scbx-exclusive/ai-outlook-2025/
ประเด็นสำคัญ:
- DeepSeek เป็นโมเดล Open-Source ที่เติบโตเร็วมากในเวลาแค่ 2 ปี
- ออกรุ่นใหม่หลายรุ่น เช่น DeepSeek-Coder, DeepSeek-V2, และล่าสุด DeepSeek R1
- จุดเด่นของ DeepSeek R1 คือ ทำคะแนนได้ใกล้เคียงกับ “o1” ของ OpenAI ซึ่งเป็นโมเดลแบบ Closed-Source
จุดแข็งของ DeepSeek R1
- ใช้เงินพัฒนาประมาณ 5.6 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 200 ล้านบาท) ซึ่งถูกกว่าที่หลายคนคิด
- สามารถลดช่องว่างของประสิทธิภาพระหว่าง Open-Source และ Closed-Source ได้อย่างชัดเจน
- โดยเฉพาะการทำคะแนนในแบบทดสอบ MMLU (Massive Multitask Language Understanding) ซึ่งเป็นการทดสอบความเข้าใจ ความรู้ทั่วไป และการแก้ปัญหา

Credit: SCBX Link → https://www.scbx.com/en/scbx-exclusive/ai-outlook-2025/
ประเด็นสำคัญ:
- GPT-4.5: ประสิทธิภาพสูงสุด (Score 51) แต่ต้นทุนสูงถึง $112.5 ต่อ 1 ล้าน tokens
- DeepSeek R1: ต้นทุนเพียง $1.37 แต่ทำคะแนนได้ 60.9 — เกิน GPT-4.5 ด้วยซ้ำ!
- โมเดลอื่นอย่าง Claude 3.5, Gemini 2.5 Pro, OpenAI o3/o4-mini ก็กระจายอยู่ในกลุ่มราคากลางถึงสูง
“AI ไม่จำเป็นต้องแพง ถึงจะเก่ง”
Open-Source อย่าง DeepSeek R1 พิสูจน์แล้วว่าทำได้ทั้งถูกและดี
- การที่ Open-Source อย่าง DeepSeek ทำได้ดีขนาดนี้ อาจส่งผลให้:
- ลดต้นทุนในวงการ AI
- กระจายโอกาสการเข้าถึง AI ไปยังธุรกิจขนาดเล็ก
- ผลักดันนวัตกรรมให้ก้าวหน้าเร็วขึ้น - นอกจากเรื่อง “ประสิทธิภาพ” และ “ราคา” แล้วยังมีการแข่งกันเรื่อง “ความเร็วในการตอบแบบมีเหตุผล (Reasoning Speed)” ด้วย ยิ่ง AI ตอบเร็วและแม่นมากเท่าไร ก็ยิ่งมีค่ามากในการใช้งานจริง
Open-Source กำลังเปลี่ยนเศรษฐศาสตร์ของ AI:
- Economies of Scale (ประหยัดจากขนาด)
- Open-Source ช่วยให้ต้นทุนพัฒนา AI ถูกลงมาก เพราะ:
→ ใช้คนทั่วโลกช่วยกันพัฒนา
→ บริษัทไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์
→ แค่ปรับแต่ง (fine-tune) ก็ใช้งานได้แล้ว
- ส่งผลให้ “การนำ AI ไปใช้เชิงพาณิชย์” เกิดขึ้นได้เร็วขึ้น - Economies of Speed (ประหยัดจากความเร็ว)
- เมื่อโค้ดเปิดให้สาธารณะ คนจำนวนมากสามารถ:
→ ปรับปรุงโมเดลร่วมกัน
→ แก้ปัญหาได้ไวกว่าองค์กรปิดที่มีทีมเล็ก
- ทำให้ Open-Source ไล่ทัน Closed-Source ได้เร็วขึ้นมาก
- ตัวอย่าง: SCB10X พัฒนาโมเดลชื่อ Typhoon2 R1 70B
- ใช้เงินแค่ $120 (ประมาณ 4,000 บาท) และเวลาแค่ 15 ชั่วโมง
- ผสม DeepSeek R1 กับ Typhoon2 70B (เด่นเรื่องภาษาไทย)
- ผลลัพธ์คือโมเดลที่ เก่งทั้งภาษาไทยและการใช้เหตุผล
ACT II: AI รุ่นใหม่ เล็กลง ฉลาดขึ้น ใช้งานได้หลากหลายขึ้น
3 เทรนด์ใหญ่ที่กำลังมา
1️⃣ Versatile Multimodal Models (AI เข้าใจหลายรูปแบบพร้อมกัน)
Multimodal AI คืออะไร?
- คือ AI ที่เข้าใจและประมวลผล หลายรูปแบบของข้อมูลพร้อมกัน
- เช่น ข้อความ (Text), รูปภาพ (Image), เสียง (Audio), วิดีโอ (Video)
- ทำให้ AI เข้าใจ “บริบท” ได้ดีขึ้น และสามารถจัดการงานที่ซับซ้อนได้มากขึ้น
ตัวอย่างการใช้งาน
- ช่วยให้ AI วิเคราะห์รายงานที่มีทั้งข้อความและภาพประกอบ
- ใช้ในการดูแลลูกค้าแบบเห็นหน้า (voice + video + chat)
- นำไปสู่การสร้าง AI Agents ที่ทำงานแทนคนได้อย่างชาญฉลาด
ตัวอย่างจาก SCBX:
- SCB X ได้นำเทคโนโลยี Multimodal AI มาใช้ในระบบ Smart RM Training เพื่อจำลองการสนทนากับลูกค้าและฝึกอบรมพนักงานขายแบบเรียลไทม์ ทำให้พนักงานพัฒนาทักษะได้รวดเร็วและครอบคลุมมากขึ้น
ตัวอย่าง Model:
- Y2024 เริ่มเห็น “โมเดลหลายโหมดแบบกำเนิดโดยตรง” (Natively Multimodal) เช่น Google Gemini, Meta LLaMA
- Y2025 การให้เหตุผลด้วยข้อมูลหลายแบบเร่งสู่ AGI เช่น Grok, Gemini 2.0 Pro, Qwen2.5 Omni, DeepSeek Janus Pro
Multimodal AI = “AI ที่มีหู มีตา มีสมอง”
ทำให้มันเข้าใจโลกได้คล้ายมนุษย์มากขึ้น และใช้งานได้หลากหลายมากขึ้น
2️⃣ Small Models for Specific Tasks (AI ขนาดเล็กที่เก่งเฉพาะทาง)
- เรียกว่า Small AI Models หรือ Small Language Models (SLMs)
- มีขนาดเล็กกว่า GPT-3 / GPT-4 แต่ฝึกมาให้เชี่ยวชาญเฉพาะเรื่อง เช่น คณิตศาสตร์, ภาษา, การแพทย์ ฯลฯ
แนวทางในการประยุกต์ใช้
- นำ model ขนาดเล็กไปใส่ในสมาร์ตโฟน
- ใช้เฉพาะเรื่องเช่น การแพทย์, กฎหมาย, แนะนำสินค้า เป็นต้น
ตัวอย่าง Model:
- Phi-1 (Microsoft):
- มีแค่ 14 พันล้านพารามิเตอร์
- แต่ทำได้ดีกว่า Gemini Pro 1.5 ในงานคณิตศาสตร์
- ออกแบบโดยเน้น “AI ที่มีความรับผิดชอบ” (Responsible AI) - Mistral 3B และ 8B (Mistral AI):
- โมเดลเล็กที่ทำผลงานดีเยี่ยมบน benchmark ต่าง ๆ
- ติดอันดับ “Top 10 Breakthrough Technologies of 2025” โดย MIT Technology Review
3️⃣ Scaling Intelligence for Improved Reasoning (AI ที่เน้นการคิดวิเคราะห์มากกว่าขนาด):
“AI ที่ไม่ใช่แค่ใหญ่ขึ้น แต่ ‘คิดเป็น’ มากขึ้น”
3.1 ปัญหาเดิม: Scaling Up = เพิ่มขนาดโมเดล
- GPT-3, GPT-4 และโมเดลใหญ่ในยุคก่อน ใช้พลังประมวลผลมหาศาล + ข้อมูลจำนวนมาก
- ทำให้ฉลาดขึ้นจริง (โดยเฉพาะความเข้าใจภาษาและเหตุผล)
แต่ก็:
- แพงมาก (ต้องใช้ GPU, พลังงาน, และข้อมูลขนาดใหญ่)
- ไม่ยั่งยืน (ข้อมูลดี ๆ กำลังจะหมดภายใน 2026)
3.2 แนวทางใหม่: “คิดนานขึ้น แทนที่จะโตใหญ่ขึ้น”
- ไม่เน้นให้โมเดลตอบเร็วอย่างเดียว
- แต่ให้ “ใช้เวลาคิด” กับปัญหายาก ๆ โดยจำลองการคิดเป็นขั้น ๆ (multi-step reasoning)
- เรียกแนวคิดนี้ว่า: Test-time Compute (การเพิ่มพลังการประมวลผลในช่วงใช้งานจริง): แทนที่จะตอบคำถามทันที AI จะใช้เวลา “คิด” มากขึ้น โดยการสำรวจหลายๆ ทางออก ประเมินผล แล้วเลือกคำตอบที่ดีที่สุด
ตัวอย่าง Model:
- OpenAI ทำโมเดลชื่อ “o1” series
- ออกแบบให้ “ค่อย ๆ คิดหลายรอบ” ก่อนตอบ
- ใช้ข้อมูลที่คัดสรรมาดีเพื่อฝึกให้ “คิดเป็น”
ACT III: Agentic AI — ยุคของผู้ช่วย AI ที่ “คิดและลงมือทำ”
สถานะปัจจุบันของ AI:
- AI ส่วนใหญ่ที่ใช้กันอยู่ตอนนี้ยังเป็น Generative AI → รับคำสั่งแล้วสร้างเนื้อหาให้
- แม้จะก้าวหน้า (เช่น ChatGPT, Gemini) แต่ยัง เป็นเพียงผู้ตามคำสั่ง ไม่ได้ตัดสินใจเอง
การเปลี่ยนผ่านสู่ Agentic AI
- Agentic AI คือ AI ที่ทำได้มากกว่าแค่ตอบ
→ มัน เข้าใจเป้าหมาย, คิดวางแผน, และ ลงมือทำอัตโนมัติ - ใช้ความรู้บริบท (Contextual Knowledge) + ตัดสินใจเองได้ระดับหนึ่ง
Generative AI = ผู้ช่วยที่รอคำสั่ง
Agentic AI = ผู้ช่วยที่รู้เป้าหมายแล้ว “ลงมือจัดการเอง”
ตัวอย่างจริง: งานวางแผนการลงทุน (Investment Planning)
- Generative AI: สร้างคำแนะนำตามข้อมูลที่มี
- Agentic AI:
- ตรวจสอบข้อมูลตลาดแบบเรียลไทม์
- ประเมินผลกระทบ
- ปรับแผนโดยอัตโนมัติ

Credit: SCBX Link → https://www.scbx.com/en/scbx-exclusive/ai-outlook-2025/
เปรียบเทียบขั้นตอนทำงาน:
- Gen AI (แบบเดิม): ทำงานตามคำสั่งทีละรอบ
- Receive: รับคำสั่งหรือคำถามจากมนุษย์
- Perceive: ประมวลผลเพื่อเข้าใจบริบท
- Generate: สร้างคำตอบ (จากโมเดลที่ฝึกไว้แล้ว)
- ⚠️ ข้อจำกัด:
→ ต้องพึ่งการ “สั่งซ้ำ” จากมนุษย์เพื่อปรับปรุงผลลัพธ์
→ ไม่สามารถเดินหน้าต่อเองได้ → ขาดความสามารถในการวางแผนหรือปรับเปลี่ยน - Agentic AI: ทำงานแบบ “มนุษย์ผู้ช่วยอัจฉริยะ”
- Receive: รับเป้าหมายหรือคำสั่ง
- Perceive & Reason: เข้าใจบริบท + วิเคราะห์ข้อมูลจากหลายแหล่ง
- Plan & Coordinate: วางแผน จัดการทรัพยากร หรือเครื่องมือที่ใช้
- Act: ลงมือทำ เช่น เรียกใช้ API, ส่งอีเมล, สร้างรายงาน
- ✅ มีจุดเด่นเพิ่มเติม:
→ เรียนรู้ต่อเนื่อง (Continuous learning): จากสภาพแวดล้อม ข้อมูลย้อนกลับ และผลลัพธ์ที่ผ่านมา
→ ปรับเป้าหมายและวิธีการได้เอง: ไม่ต้องรอคำสั่งใหม่ทุกครั้ง
เป็น AI ที่สามารถ คิด วิเคราะห์ วางแผน และลงมือทำ ได้ครบวงจร

Credit: SCBX Link → https://www.scbx.com/en/scbx-exclusive/ai-outlook-2025/
เปรียบเทียบการทำงาน:
- Gen AI Approach
- เป็นระบบที่ต้องให้ ผู้ใช้ถาม — AI ตอบ แบบทีละคำสั่ง
- ตัวอย่าง:
- พิมพ์ว่า “MSFT ผลตอบแทนเป็นยังไง หลังปีใหม่ มีสัญญาณแบบย้อนกลับมาก?”
- ระบบจะดึงข่าวหรือเนื้อหาที่เกี่ยวข้องมาตอบ - ข้อจำกัด:
- ข้อมูลกระจัดกระจาย
- ต้องอาศัยมนุษย์ในการ “ตีความ” และ “สรุปเอง”
- ไม่มีการคำนวณหรือวิเคราะห์เชิงลึก
2. SCBX Agentic AI Approach
- เป็นระบบที่ รับเป้าหมาย → วางแผน → ดึงข้อมูล → วิเคราะห์ → สรุปให้เอง
- ตัวอย่าง:
- เมื่อถามเรื่อง MSFT ระบบจะ:
1. ดึงข้อมูลสถิติย้อนหลัง
2. วิเคราะห์ความน่าจะเป็นในการทำกำไร
3. คำนวณ Risk-Reward Ratio
4. สร้าง “ข้อสรุป” ให้เห็นแบบชัดเจน - ข้อได้เปรียบ:
- มีการวางขั้นตอนการคิดอย่างอัตโนมัติ
- แปลผลให้เห็น actionable insights → เช่น ควรลงทุนหรือไม่
- มี Simulation และ กราฟย้อนหลัง รองรับการวิเคราะห์แบบมืออาชีพ - จุดแข็ง 5 ด้านหลัก:
- Input Interpretation → เข้าใจคำถามอย่างแม่นยำ เช่น การวิเคราะห์หุ้น MSFT
- Reasoning and Planning → วางแผนวิเคราะห์เอง เช่น หาราคาย้อนหลัง, วิเคราะห์กราฟ, อ่านข่าวสำคัญ
- Tool Execution for Analysis → เรียกใช้ API และเครื่องมือ เช่น:
→ ตัววิเคราะห์งบการเงิน
→ ตัวกรองหุ้น (Stock Screener)
→ ตัวชี้วัดทางเทคนิค → แล้วสรุปผลอย่างมีโครงสร้าง พร้อมข้อมูลจาก InnovestX - Real-Time Data Presentation → แสดงข้อมูลสดแบบเข้าใจง่าย เช่น:
→ กราฟผลตอบแทน
→ ตาราง Win Rate (5, 10, 20 วัน)
→ อัตราส่วนความเสี่ยงต่อผลตอบแทน (Risk-to-Return)
→ การจำลองผลลัพธ์ในอนาคต (Simulation) - Deep Summary and Recommendations → สรุปเชิงลึก + คำแนะนำชัดเจน เช่น: “MSFT มีโอกาสชนะ 60% ในช่วงเวลา 20 วัน โดยมีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อความเสี่ยง 1.21”
ACT IV: Not Quite Human, But Almost There
ความหมายของ AGI:
AGI (Artificial General Intelligence) คือ AI ที่สามารถ “คิด, เรียนรู้, และทำงานได้หลากหลายแบบมนุษย์”
ไม่ใช่แค่เก่งเฉพาะเรื่องเดียว แต่สามารถ “โยกย้ายความรู้” และ “เรียนรู้สถานการณ์ใหม่” ได้เอง
แนวคิดของ AGI:
- ไม่ใช่แค่ “ทำงาน” ได้ แต่ต้อง:
- คิดเองได้
- เรียนรู้สิ่งใหม่โดยไม่ต้องเทรนใหม่
- เข้าใจสิ่งรอบตัว และบริบทที่ซับซ้อน
- โต้ตอบกับสิ่งแวดล้อมอย่างยืดหยุ่น
ทำไม AGI ยังไม่เกิด?
- เพราะ การนิยาม “ความคิดระดับมนุษย์” ยังซับซ้อน
- มนุษย์มี:
- ความเข้าใจบริบท (Context)
- ความคิดสร้างสรรค์
- การตัดสินใจเชิงอารมณ์หรือคุณค่า - สิ่งเหล่านี้ “ยังยากมาก” ที่จะจำลองด้วยคอมพิวเตอร์
A Framework for Evaluating AGI Capability Levels
- 0️⃣ Level 0: No AI
- ไม่มีลักษณะของ AI เลย
- ตัวอย่าง: เครื่องคิดเลข, คอมไพเลอร์, ระบบที่ใช้แรงงานคนล้วน ๆ (เช่น Amazon Mechanical Turk) - Level 1️⃣: Emerging
- เก่งพอ ๆ กับมนุษย์ที่ไม่มีทักษะ หรือเก่งกว่านิดหน่อย
- ใช้กฎหรือขั้นตอนแบบตายตัว (rule-based)
- ตัวอย่าง AGI: ChatGPT (OpenAI), Llama 2 (Meta), Gemini (Google) - Level 2️⃣: Competent
- มีความสามารถระดับเฉลี่ยของมนุษย์ (50th percentile)
- Narrow AI ที่อยู่ระดับนี้ เช่น:
→ Siri, Alexa, Google Assistant
→ LLM ที่เขียน essay หรือเขียนโค้ดง่าย ๆ
- ยังไม่มี AGI ที่ถึงระดับนี้ได้ - Level 3️⃣: Expert
- เทียบเท่าหรือเก่งกว่า 90% ของมนุษย์
- ตัวอย่าง Narrow AI:
→ Grammarly (ตรวจไวยากรณ์)
→ Imagen หรือ DALL-E 2 (สร้างภาพ)
- ยังไม่มี AGI ที่ไปถึงระดับ Expert ได้ - Level 4️⃣: Virtuoso
- เทียบเท่าหรือเก่งกว่า 99% ของมนุษย์
- ตัวอย่าง (เฉพาะ Narrow AI):
→ Deep Blue (หมากรุก)
→ AlphaGo (โกะ)
- ยังไม่มี AGI ถึงระดับนี้ - Level 5️⃣: Superhuman
- เก่งกว่ามนุษย์ในทุกด้าน
- ตัวอย่าง:
→ AlphaFold, AlphaZero (DeepMind)
- ในแง่ของ Artificial Superintelligence (ASI)
ยังไม่มีระบบไหนถึงขั้นนี้ - หมายเหตุสำคัญ:
- Narrow AI = เก่งเฉพาะเรื่อง (แต่อาจเก่งมาก)
- AGI (General AI) = เข้าใจได้หลายเรื่อง คิดได้เหมือนมนุษย์
The True Path to AGI — ความเห็นจาก Yann LeCun
การจะไปถึง AGI ไม่ใช่แค่ปรับปรุงโมเดลเดิมให้ดีขึ้น แต่ต้อง ‘เปลี่ยนแนวคิด’ ทั้งระบบ เขาแนะนำให้ “ละทิ้งแนวทางเดิม” ที่นิยมในวงการตอนนี้:
- Abandon Generative Models
- หยุดเน้นสร้างข้อความ/ภาพจากข้อมูลฝึก เช่น GPT หรือ Stable Diffusion
- หันไปใช้ระบบที่ “เข้าใจความสัมพันธ์ของข้อมูล” มากกว่าการสร้าง output - Abandon Probabilistic Models
- โมเดลที่เดาว่าคำต่อไปคืออะไร (แบบ LLM) ไม่เหมาะกับ AGI
- เขาเสนอใช้ energy-based models → เน้นเข้าใจ “สถานะ” ของระบบ → คล้ายการทำงานของสมองมนุษย์ - Abandon Contrastive Methods
- วิธีที่ให้ AI เรียนรู้โดยแยกความต่างระหว่างข้อมูล (เช่น self-supervised learning แบบทั่วไป)
- ควรใช้ regularized methods ที่แม่นยำและครอบคลุมกว่า → ลดการเรียนรู้แบบลำเอียง - Abandon Reinforcement Learning
- RL (เรียนรู้จากรางวัล-การลงโทษ) ควรใช้เป็นแค่ “ตัวเสริม”
- ให้ใช้ Model Predictive Control (MPC) แทน → วางแผนล่วงหน้าและคำนวณผลลัพธ์ในอนาคตแบบเรียลไทม์ - Final Advice: Don’t Work on LLMs หากอยากสร้าง Human-Level AI
- LLM แม้เก่ง แต่:
→ เข้าใจบริบทโลกไม่ครบ
→ ขาดเหตุผลแบบมนุษย์
→ ไม่ยืดหยุ่นพอสำหรับปัญหาซับซ้อนข้ามโดเมน
- ถ้าอยากสร้าง AGI จริง ๆ → ควรสำรวจทางอื่นนอกจาก LLM
Typhoon — LLM ภาษาไทย ฝีมือ SCBX 10X
Typhoon คือโมเดลภาษาไทยขนาดใหญ่ (Thai-Language LLM) ที่ SCBX พัฒนาขึ้นโดยเฉพาะเพื่อ “ปลดล็อกศักยภาพ AI ภาษาไทย” ให้ใช้งานได้จริงในหลากหลายอุตสาหกรรม
เป้าหมายของ Typhoon:
- ยกระดับ ความแม่นยำ
- เพิ่ม ความเข้าใจบริบทไทย
- ทำให้ AI เข้าถึงได้ง่ายขึ้น สำหรับผู้ใช้ไทย
ตัวอย่าง Case Studies ที่เกิดขึ้นจริง:
- Smart RM Training System (ดูเพิ่มเติมใน ACT II)
ใช้ AI จำลองบทสนทนา → ฝึก Relationship Manager แบบโต้ตอบเสียง (Voice-based Simulation) - Agentic AI Financial Advisory Platform (ดูเพิ่มเติมใน ACT III)
ให้คำแนะนำด้านการเงินอัตโนมัติจากข้อมูลจริง + วิเคราะห์สถานการณ์ตลาด
ตัวอย่างความร่วมมือ:
- ศิริราช: ใช้ AI ภาษาไทยช่วยเอกสารทางการแพทย์และ workflow การวินิจฉัย
- VISAI: พัฒนา Legal AI ภาษาไทย (เช่น chatbot, เอกสารกฎหมาย)
- TDRI: ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลแรงงาน → ช่วยกำหนดนโยบายเชิงข้อมูล
เป็นอย่างไรกันบ้างครับกับการเดินทางสำรวจโลก AI ปี 2025 ไปกับรายงาน SCBX AI Outlook 2025? หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้เพื่อนๆ เข้าใจภาพรวมของ AI ในอนาคต และมองเห็นโอกาสที่ซ่อนอยู่ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น
ถึงแม้ว่าเส้นทางสู่ AGI จะยังอีกยาวไกล แต่ความก้าวหน้าของ AI ในปัจจุบันก็สร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับโลกของเราอย่างมหาศาลแล้ว การเรียนรู้และปรับตัวให้เข้ากับเทคโนโลยีเหล่านี้ จะช่วยให้เราสามารถใช้ประโยชน์จาก AI ได้อย่างเต็มที่ และสร้างอนาคตที่ดีกว่าเดิม
ขอบคุณที่ติดตามอ่านจนจบนะครับ แล้วพบกันใหม่ในบทความหน้า ^__^
Data Science Explore the world of data science with Donato_Story
Dashboard Discover the power of data visualization with Donato_Story
Donato_Journey Join me on my journey (Thai version)
Course_Review Discover the training courses with Donato_Story (Thai version)
Let’s Connect!
Your thoughts and feedback are invaluable. Feel free to share them in the comments or connect with me on
- 🌐 Medium: medium.com/donato-story
- 📘Facebook: web.facebook.com/DonatoStory
- 💼 Linkedin: linkedin.com/in/nattapong-thanngam
Originally published on Medium
Related
Everyday Text Use Cases with ChatGPT (EP1)
เริ่มใช้ Generative AI ในชีวิตประจำวัน
GenAI Tools & Tips Beyond ChatGPT (EP2)
พามารู้จัก Generative AI ฝั่ง Google
Generative AI for HR
ศิลปะการเขียน Prompt เพื่อผลลัพธ์ระดับมืออาชีพ
สร้าง App ด้วย Lovable + Claude Code
บันทึก Vibe Coding แรกของผม