← Writing
AI & Generative AI

Prompt Engineering โดย Google 2025

คู่มือฉบับเข้าใจง่าย เพื่อปลดล็อกศักยภาพ AI สูงสุด

3 May 202530 min readRAGDashboard

Prompt Engineering โดย Google 2025

คู่มือฉบับเข้าใจง่าย เพื่อปลดล็อกศักยภาพ AI สูงสุด

📌 Connect with me and follow our journey: Linkedin, Facebook

บทความนี้สรุปเนื้อหาสำคัญจากหนังสือ “Prompt Engineering” ซึ่งเผยแพร่โดย Google ในเดือนกุมภาพันธ์ 2025 โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นแนวทางเบื้องต้นในการทำความเข้าใจและประยุกต์ใช้เทคนิค Prompt Engineering อย่างมีประสิทธิภาพ สำหรับผู้ที่สนใจศึกษาเพิ่มเติม สามารถดาวน์โหลดเอกสารฉบับเต็มได้ที่: https://www.kaggle.com/whitepaper-prompt-engineering

1. หลักการพื้นฐานของ Prompt Engineering

- Prompt คืออะไร?

Prompt คือข้อความที่เราป้อนให้กับ AI เพื่อให้ AI สร้างผลลัพธ์ออกมา อาจเป็นคำถาม คำสั่ง หรือข้อความใดๆ ก็ได้ ตัวอย่างเช่น:

  • คำถาม: “เมืองหลวงของประเทศไทยคืออะไร?”
  • คำสั่ง: “เขียนบทความเกี่ยวกับ Prompt Engineering”
  • ข้อความ: “สรุปข่าวการเลือกตั้งล่าสุด”

Prompt ที่ดี จะนำไปสู่ผลลัพธ์ที่ตรงกับความต้องการของเรามากที่สุด

Figure: Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

- Prompt Engineering คืออะไร? และทำไมถึงสำคัญ?

Prompt Engineering คือกระบวนการออกแบบและพัฒนา Prompt เพื่อให้ AI สามารถตอบสนองได้อย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด เปรียบเสมือนการ “ตั้งคำถามที่ใช่” เพื่อให้ได้ “คำตอบที่ต้องการ” ทักษะนี้มีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะช่วยให้เรา:

  • ปลดล็อกศักยภาพของ AI อย่างเต็มที่
  • สร้างผลลัพธ์ที่แม่นยำ ตรงประเด็น และมีคุณภาพสูง
  • ประหยัดเวลาและทรัพยากรในการทำงานกับ AI
  • แก้ปัญหาที่ซับซ้อนได้อย่างสร้างสรรค์

Prompt Engineering ไม่ใช่แค่การเขียน Prompt ให้สวยงาม แต่เป็นการทำความเข้าใจ AI และปรับ Prompt ให้เหมาะสมกับความสามารถและข้อจำกัดของ AI แต่ละรุ่น

- AI คิดอย่างไร? การทำความเข้าใจ Token Prediction

AI อย่าง Gemini หรือ GPT ทำงานด้วยระบบที่เรียกว่า “token prediction” หรือการทำนายคำถัดไปจากคำที่ได้รับ เมื่อเราเขียน Prompt ระบบจะพยายามหาคำต่อไปที่มีความน่าจะเป็นสูงสุดตามลำดับ

ตัวอย่างเปรียบเทียบให้เห็นภาพ:

  • เมื่อคุณพิมพ์ว่า “กรุงเทพเป็นเมืองหลวงของ…” AI จะพยายามเดาคำต่อไปว่า “ประเทศไทย”
  • แต่หากใช้ Prompt ที่ไม่ชัดเจน เช่น “กรุงเทพ…” ระบบอาจตอบอะไรก็ได้ เช่น “เป็นเมืองใหญ่” หรือ “มีประชากรหนาแน่น”

2. การปรับแต่งพารามิเตอร์ของ AI: ควบคุมผลลัพธ์ให้ตรงใจ

เมื่อใช้ AI ผ่าน API หรือแพลตฟอร์มอย่าง Vertex AI คุณสามารถปรับแต่งค่าพารามิเตอร์ต่างๆ เพื่อควบคุมผลลัพธ์ได้ดังนี้:

- Output Length (ความยาวของผลลัพธ์)

คือการกำหนดจำนวน Token สูงสุดที่ AI จะสร้างในคำตอบ หากตั้งค่าสั้นเกินไป คำตอบอาจไม่สมบูรณ์หรือขาดข้อมูลสำคัญ หากตั้งค่ายาวเกินไป อาจทำให้ใช้ทรัพยากรและต้นทุนเพิ่มขึ้น

ในการตั้งค่า Output Length คุณควรพิจารณา:

  • ความซับซ้อนของคำถาม
  • ปริมาณข้อมูลที่ต้องการในคำตอบ
  • ข้อจำกัดด้านทรัพยากรและต้นทุน

ข้อควรจำ: การตั้งค่า Output Length ให้สั้น ไม่ได้หมายความว่า AI จะเขียนให้กระชับขึ้น เพียงแต่จำกัดความยาวของคำตอบเท่านั้น

- Sampling Controls: ควบคุมความหลากหลายและความแม่นยำ

AI ไม่ได้ตอบแบบเดียวกันเสมอไป แต่เลือกคำตอบจากความน่าจะเป็น โดยมีพารามิเตอร์หลัก 3 ตัวที่ควบคุมลักษณะการตอบ:

🔹 Temperature: ปรับระดับความคิดสร้างสรรค์

  • ต่ำ (0–0.3): ให้คำตอบที่แม่นยำ สม่ำเสมอ และคาดเดาได้ เหมาะกับงานที่ต้องการความถูกต้องสูง เช่น คำถามด้านคณิตศาสตร์, การแปลภาษาแบบตรงตัว
  • สูง (0.7–1): ให้คำตอบที่มีความหลากหลาย สร้างสรรค์ และคาดเดาได้ยาก เหมาะกับงานที่ต้องการความคิดสร้างสรรค์ เช่น การแต่งกลอน, การเขียนเรื่องสั้น, การ brainstorming ไอเดีย

🔹 Top-K: จำกัดตัวเลือกเพื่อความแม่นยำ

  • จำกัดให้ AI เลือกจากคำที่มีความน่าจะเป็นสูงสุด K คำ
  • K น้อย: ให้คำตอบที่แม่นยำและเจาะจง
  • K มาก: ให้คำตอบที่มีความสร้างสรรค์มากขึ้น

🔹 Top-P (Nucleus Sampling): ควบคุมความน่าจะเป็นรวม

  • คล้ายกับ Top-K แต่เลือกตาม “เปอร์เซ็นต์ความน่าจะเป็นรวม” แทนจำนวนคำที่แน่นอน
  • เช่น การตั้งค่า Top-P ที่ 0.9 หมายถึงการเลือกคำที่มีความน่าจะเป็นรวมกันถึง 90%

- เคล็ดลับการตั้งค่า:

  • อยากได้คำตอบกลาง ๆ: temperature 0.2 / top-p 0.95 / top-k 30
  • อยากให้ AI ครีเอทีฟ: temperature 0.9 / top-p 0.99 / top-k 40
  • อยากได้คำตอบเป๊ะ ๆ: temperature 0 / top-p 0.9 / top-k 1

- ข้อควรระวัง: หลีกเลี่ยง Repetition Loop Bug

การตั้งค่าพารามิเตอร์ที่สุดโต่งเกินไป อาจนำไปสู่ปัญหา “Repetition Loop” ที่ AI ตอบคำถามเดิมซ้ำๆ วนไปวนมา ปัญหานี้สามารถเกิดขึ้นได้ทั้งในกรณีที่ตั้งค่าให้มีการสุ่มมากเกินไป (Temperature สูง) หรือแม่นยำเกินไป (Temperature ต่ำ)

แนวทางการแก้ไข Repetition Loop Bug:

  • ปรับสมดุลค่าพารามิเตอร์ เพื่อให้ AI มีความหลากหลายและความแม่นยำที่เหมาะสม
  • ใช้เทคนิค “Prompt Engineering” เช่น การเพิ่ม Context หรือ Role เพื่อให้ AI เข้าใจความต้องการของเรามากขึ้น
  • ใช้ “Stop Sequences” เพื่อบอกให้ AI หยุดสร้างคำตอบ เมื่อถึงจุดที่ต้องการ

3. เทคนิค Prompting พื้นฐาน: เริ่มต้นอย่างง่าย แต่ได้ผลลัพธ์ที่ทรงพลัง

1. Zero-Shot Prompting:

เป็นการเขียน Prompt โดยตรง โดยไม่ต้องมีตัวอย่างประกอบ เหมาะสำหรับงานที่ไม่ซับซ้อน และ AI มีความรู้พื้นฐานอยู่แล้ว เช่น การจัดหมวดหมู่รีวิวภาพยนตร์, การแปลคำศัพท์ง่ายๆ

ตัวอย่าง:

  • Prompt: “จัดหมวดหมู่รีวิวนี้ว่าเป็น ‘บวก’ หรือ ‘ลบ’: ‘ภาพยนตร์เรื่องนี้สนุกมาก นักแสดงเล่นดี บทดีเยี่ยม’”
  • ผลลัพธ์: “บวก”

ข้อจำกัด: Zero-Shot Prompting อาจไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดีเสมอไป หากงานมีความซับซ้อน หรือ AI ไม่มีความรู้พื้นฐานในเรื่องนั้นๆ

Figure: An example of Zero-Shot Promptiong → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

2. One-Shot & Few-Shot Prompting: สอน AI ด้วยตัวอย่าง เพื่อผลลัพธ์ที่แม่นยำกว่า

เป็นการให้ตัวอย่างหนึ่งหรือหลายตัวอย่าง ก่อนถามคำถามจริง เพื่อช่วยให้ AI เข้าใจรูปแบบการตอบที่ต้องการ

  • One-Shot: ให้ 1 ตัวอย่าง
  • Few-Shot: ให้หลายตัวอย่าง

เหมาะสำหรับงานที่ Zero-Shot Prompting ไม่ให้ผลลัพธ์ที่ดีพอ หรือต้องการให้ AI ทำตามรูปแบบที่กำหนด

📌 ตัวอย่าง: สั่งให้แปลงคำสั่งสั่งพิซซ่าเป็น JSON

Prompt:
'''
EXAMPLE:
I want a small pizza with cheese, tomato sauce, and pepperoni.

JSON Response:
{
"size": "small",
"type": "normal",
"ingredients": "cheese", "tomato sauce", "pepperoni"
}

ตอนนี้อยากได้ large pizza ครึ่งแรกชีส+mozzarella อีกครึ่งใส่ tomato sauce, ham, pineapple.
'''

(AI Response)
'''
{
"size": "large",
"type": "half-half",
"ingredients": [["cheese", "mozzarella"], ["tomato sauce", "ham", "pineapple"]]
}
'''

จากตัวอย่างข้างต้น เราสามารถใช้ Few-Shot Prompting เพื่อสอน AI ให้แปลงคำสั่งสั่งพิซซ่า ให้เป็นรูปแบบ JSON ที่เราต้องการ เทคนิคนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้กับงานที่ซับซ้อนอื่นๆ ได้ เช่น การสร้าง API requests, การแปลงข้อมูล, การสร้าง code snippets

Figure: An example of Few-Shot Promptiong → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

4. Context & Role: กำหนดบริบทและบทบาท เพื่อผลลัพธ์ที่ตรงจุด

มี 3 วิธีหลักในการกำหนดบริบทเพื่อให้ AI ตอบได้แม่นยำยิ่งขึ้น:

1. System Prompting: กำหนดหน้าที่หลักของ AI

  • เป็นการกำหนด “หน้าที่หลัก” ของ AI เช่น การแปลภาษา, การวิเคราะห์ความรู้สึก, การสรุปข่าว ช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่เป็นระเบียบและลดการสร้างข้อมูลที่ไม่ถูกต้อง (Hallucination)
  • ตัวอย่าง:
    - Prompt: “คุณคือผู้ช่วยแปลภาษา แปลประโยคต่อไปนี้จากภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย: ‘Hello, how are you?’”
    - ผลลัพธ์: “สวัสดี คุณสบายดีไหม?”

Figure: An example of System Prompting → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

Figure: An Example of System Prompting with JSON format → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

2. Contextual Prompting: ใส่บริบทเฉพาะ เพื่อผลลัพธ์ที่เหมาะสม

  • เป็นการใส่ “บริบทเฉพาะ” ของงานนั้นๆ เช่น “ผู้รับเป็นลูกค้า VIP” หรือ “ใช้ภาษาทางการ” เหมาะสำหรับงานที่มีความเฉพาะเจาะจง เช่น งานเขียนเนื้อหา, การตลาด, การออกแบบประสบการณ์ผู้ใช้ (UX)
  • ตัวอย่าง:
    - Prompt: “เขียนอีเมลแจ้งเตือนการชำระเงิน ให้ลูกค้า VIP โดยใช้ภาษาที่สุภาพและเป็นกันเอง”
    - ผลลัพธ์: (อีเมลที่มีเนื้อหาเหมาะสมกับลูกค้า VIP)

Figure: An Example of Contextual Prompting → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

3. Role Prompting: กำหนดบทบาทที่ AI ต้องสวม เพื่อโทนภาษาที่สอดคล้อง

  • เป็นการกำหนดบทบาทที่ AI ต้องรับ เช่น “คุณคือครูสอนฟิสิกส์” หรือ “คุณเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านกฎหมาย” ช่วยให้โทนภาษาและเนื้อหาสอดคล้องกับบทบาทที่กำหนด
  • ตัวอย่าง:
    - Prompt: “คุณคือครูสอนฟิสิกส์ อธิบายเรื่องแรงโน้มถ่วงให้เด็กอายุ 10 ขวบเข้าใจง่าย”
    - ผลลัพธ์: (คำอธิบายเรื่องแรงโน้มถ่วงที่เข้าใจง่าย เหมาะสำหรับเด็กอายุ 10 ขวบ)

Figure: An Example of Role Prompting → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

Figure: An Example of Role Prompting with a humorous Tone and Style → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

เคล็ดลับ: ผสมผสานเทคนิคต่างๆ เพื่อผลลัพธ์ที่เหนือกว่า

เทคนิคทั้ง 3 แบบสามารถใช้ร่วมกันได้ เช่น “ช่วยแปลภาษา (System) จากภาษาอังกฤษเป็นไทยแบบไม่เป็นทางการ (Context) โดยคุณคือนักแปลมืออาชีพ (Role)”

5. ยกระดับการ Prompting ไปอีกขั้น

1. Step-Back Prompting: ถอยหลังหนึ่งก้าว เพื่อแก้ปัญหาที่ซับซ้อน

เป็นการให้ AI ถอยกลับมาคิดในภาพกว้างก่อนตอบคำถามเฉพาะเจาะจง โดยมีกระบวนการดังนี้:

  1. ให้ AI พิจารณาภาพรวมหรือหลักการทั่วไปก่อน
  2. จากนั้นจึงค่อยนำความรู้นั้นมาประยุกต์กับคำถามเฉพาะ

ตัวอย่าง:

  • แบบดั้งเดิม: “ช่วยแต่งเนื้อเรื่องเกมยิงมุมมองบุคคลที่หนึ่งให้หน่อย”
  • แบบ Step-Back:
    - ถามก่อนว่า “อะไรคือสถานที่ยอดนิยมที่น่าสนใจในเกมยิง?”
    - จากนั้นจึงสั่งให้ AI แต่งเรื่องโดยใช้สถานที่เหล่านั้น

ผลลัพธ์: แทนที่จะได้เนื้อเรื่องทั่วไป คุณจะได้เนื้อเรื่องที่มีความลึก มีธีมชัดเจน เช่น “สถานีวิจัยใต้น้ำ” ที่มีศัตรูเป็นสัตว์กลายพันธุ์

Figure: A Traditional Prompt before we compare it with a step back prompt → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

Figure: An Example of Prompting for Self Consistency → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

Figure: An example of prompting for self consistency → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

2. Chain of Thought (CoT): สอน AI ให้คิดเป็นขั้นตอน

เป็นการให้ AI คิดเป็นขั้นเป็นตอนก่อนให้คำตอบสุดท้าย เพื่อแก้ไขปัญหาที่ AI มักจะตอบสั้นๆ ซึ่งอาจนำไปสู่คำตอบที่ผิดพลาด

ตัวอย่าง:

  • คำถาม: “ตอนฉันอายุ 3 ปี คู่ของฉันอายุ 3 เท่าของฉัน ปัจจุบันฉันอายุ 20 คู่ฉันอายุเท่าไร”
  • คำตอบของ AI (ที่ผิด): “63”
  • Prompt ที่ปรับปรุง: “Let’s think step by step. ตอนฉันอายุ 3 ปี คู่ของฉันอายุ 3 เท่าของฉัน ปัจจุบันฉันอายุ 20 คู่ฉันอายุเท่าไร”
  • คำตอบของ AI (ที่ถูกต้อง):
    - ตอนคุณอายุ 3 ปี คู่ของคุณอายุ 9 ปี (3 x 3)
    - ตอนนี้คุณอายุ 20 ปี เพิ่มขึ้น 17 ปี
    - คู่ของคุณก็เพิ่มขึ้น 17 ปีเช่นกัน → 9 + 17 = 26 ปี

ประโยชน์: CoT ทำให้ AI แสดงขั้นตอนการคิดออกมา ซึ่งช่วยลดความผิดพลาดและทำให้เราเข้าใจกระบวนการคิดของ AI ได้ดียิ่งขึ้น

Figure: An example of a prompt which is trying to solve a mathematical problem → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

Figure: An example of Chain of Thought prompting → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

Figure: An example of chain of thought prompting with a single-shot → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

3. Self-Consistency: ให้ AI คิดหลายรอบ แล้วเลือกคำตอบที่พบบ่อยที่สุด

เนื่องจาก AI มีความไม่แน่นอน (Randomness) ในการตอบ Self-consistency จึงเป็นการให้ AI ตอบคำถามเดียวกันหลายรอบ จากนั้นเลือกคำตอบที่ปรากฏบ่อยที่สุดเป็นคำตอบสุดท้าย

ตัวอย่าง:

  • คำถาม: “อีเมลนี้สำคัญหรือไม่?”
  • AI ตอบ 3 ครั้ง: บางรอบตอบ “IMPORTANT”, บางรอบตอบ “NOT IMPORTANT”
  • ผลลัพธ์: ถ้า 2 ใน 3 ตอบว่า “IMPORTANT” → เลือก “IMPORTANT” เป็นคำตอบสุดท้าย

ข้อดี: ได้ผลลัพธ์ที่แม่นยำและสม่ำเสมอมากขึ้น
ข้อเสีย: ใช้เวลานานและมีค่าใช้จ่ายสูงเนื่องจากต้องประมวลผลหลายครั้ง

Figure: An example of prompting for self consistency → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

4. Tree of Thoughts (ToT): แตกความคิดเป็นหลายทางเลือก

เป็นการให้ AI คิดแบบแตกแขนงเป็นหลายทางเลือก เปรียบเทียบ:

  • Chain of Thought คือการคิดเป็นเส้นตรง
  • Tree of Thoughts คือการแตกความคิดเป็นหลายทางเหมือนกิ่งก้านของต้นไม้

กระบวนการ:

  1. AI จะลองคิดหลายแนวทางที่เป็นไปได้
  2. จากนั้นจึงประเมินและเลือกแนวทางที่ดีที่สุด

เหมาะสำหรับ:

  • งานที่มีหลายวิธีการในการหาคำตอบ
  • การวางแผนกลยุทธ์
  • การวิเคราะห์เกม
  • การเขียนเนื้อหาที่ต้องมีมุมมองหลากหลาย

5. ReAct (Reason + Act): ให้ AI คิดและลงมือทำอย่างเป็นระบบ

ReAct คือแนวทางที่ทำให้ AI สามารถ “คิดเป็นขั้นตอน” และ “ลงมือทำ” ได้อย่างเป็นระบบ ตัวอย่างการทำงาน:

เมื่อถาม AI ว่า: “สมาชิกวง Metallica มีลูกทั้งหมดกี่คน?”

AI จะทำงานตามลำดับขั้นตอน:

  1. ค้นหาว่ามีสมาชิกใดบ้างในวง Metallica
  2. ค้นหาข้อมูลจาก Google สำหรับสมาชิกแต่ละคน (เช่น “James Hetfield มีลูกกี่คน?”)
  3. รวบรวมข้อมูล คำนวณ และคำตอบว่า “10 คน”

เหมาะสำหรับงานประเภท:

  • การวิเคราะห์ข่าวสาร
  • การสรุปข้อมูลจากหลายแหล่ง
  • ผู้ช่วยอัตโนมัติที่ต้อง “ค้นหาข้อมูลก่อนตอบคำถาม”

6. Automatic Prompt Engineering (APE): ใช้ AI เขียน Prompt สำหรับ AI อีกที!

คือ “การเขียน Prompt ด้วย AI แทนมนุษย์” ใช้ AI เขียน Prompt สำหรับฝึก AI อีกที 😄

ตัวอย่างการใช้งาน:

สมมติว่าคุณมีเว็บไซต์ขายเสื้อวงดนตรี และต้องการฝึก chatbot ให้เข้าใจคำสั่งซื้อในรูปแบบต่างๆ เช่น “อยากได้เสื้อ Metallica ไซส์ S”

คุณสามารถให้ AI สร้างรูปแบบคำสั่งที่หลากหลาย เช่น:

  • “Can I order a small-sized Metallica t-shirt?”
  • “One Metallica shirt, size small please.”
  • “I want to buy a Metallica t-shirt in size S.”

จากนั้นคุณสามารถเลือกรูปแบบคำสั่งที่ดีที่สุดเพื่อนำไปใช้ในการฝึก chatbot

ข้อดี:

  • ได้คำสั่งที่หลากหลายและตรงกับกลุ่มเป้าหมาย
  • เหมาะสำหรับการฝึก chatbot หรือการทำ UX/UI automation

Figure: Use an LLM to generate prompts → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

6. Code Prompting: ไม่ใช่แค่เขียนบทความ แต่เขียนโค้ดก็เทพ!

1. Write Code Prompting: สั่งให้ AI เขียนโค้ด

  • ตัวอย่าง: เมื่อคุณสั่ง “เขียน Bash script เพื่อ rename ไฟล์ในโฟลเดอร์ โดยเติมคำว่า draft ข้างหน้า”
  • AI จะตอบกลับด้วยโค้ด:

for file in "$folder_name"/*; do
new_file_name="draft_$(basename "$file")"
mv "$file" "$new_file_name"
done

เหมาะสำหรับงานประจำ (Routine Tasks): การเปลี่ยนชื่อไฟล์ การคัดลอก หรือการแปลงไฟล์

Figure: Using Gemini to program code → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

2. Explain Code Prompting: สั่งให้ AI อธิบายโค้ด

นำโค้ดที่มีอยู่ไปให้ AI อธิบาย ซึ่ง AI จะอธิบายทีละขั้นตอน เช่น:

  1. ถามชื่อโฟลเดอร์
  2. ตรวจสอบว่าโฟลเดอร์มีอยู่จริงหรือไม่
  3. วนลูปเพื่อเปลี่ยนชื่อไฟล์ทีละไฟล์
  4. แสดงข้อความเมื่อทำงานเสร็จสิ้น

📌 เหมาะกับ: Junior Developer, QA, คนที่อ่านโค้ดเพื่อนร่วมงานไม่ออก 😅

Figure: A prompt for explaining code → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

3. Translate Code Prompting: สั่งให้ AI แปลโค้ด

คุณสามารถสั่งให้ AI แปลงโค้ดจากภาษาหนึ่งไปเป็นอีกภาษาหนึ่ง เช่น จาก Bash เป็น Python

เหมาะสำหรับ:

  • การพัฒนา Web Application
  • การสร้าง GUI
  • การเชื่อมต่อกับ API

Figure: A prompt for translating code from Bash to Python → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

4. Code Debug Prompting: สั่งให้ AI ช่วยแก้บั๊ก

  • ตัวอย่าง: เมื่อคุณเขียนโค้ด Python แล้วเกิดข้อผิดพลาด เช่น การใช้ toUpperCase() ซึ่งไม่มีใน Python
  • คุณสามารถใช้ prompt:
    “The below Python code gives an error: name ‘toUpperCase’ is not defined. Debug what’s wrong and explain how I can improve the code.”
  • AI จะตอบกลับ:
    - ระบุว่า toUpperCase() ไม่มีใน Python และแนะนำให้ใช้ prefix.upper() แทน
    - ให้คำแนะนำเพิ่มเติม เช่น การจัดการข้อผิดพลาด การรองรับชื่อไฟล์ที่มีช่องว่าง และการใช้ try-except เพื่อป้องกันโปรแกรมหยุดทำงาน

Figure: A prompt for debugging and reviewing Python code → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

สรุป: AI ไม่เพียงแต่แก้ไขข้อผิดพลาด แต่ยังให้ข้อเสนอแนะเพื่อปรับปรุงโค้ดให้มีความปลอดภัยและอ่านง่ายยิ่งขึ้น

7. Best Practices: Prompt อย่างไรให้ได้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด

1. ให้ตัวอย่างใน Prompt

  • ใช้ One-shot หรือ Few-shot prompt (เช่น “ดูตัวอย่างนี้แล้วลองเขียนแบบเดียวกัน”)
  • ตัวอย่างช่วยให้ AI เข้าใจ “โครงสร้าง” และ “รูปแบบผลลัพธ์” ที่ต้องการได้ชัดเจน

2. เขียน Prompt ให้เรียบง่ายและชัดเจน

  • ใช้คำง่ายๆ ไม่วกวน
  • ตัดรายละเอียดที่ไม่จำเป็นออก
  • คำกริยาที่แนะนำให้ใช้: Act, Analyze, Categorize, Classify, Contrast, Compare, Create, Describe, Define, Evaluate, Extract, Find, Generate, Identify, List, Measure, Organize, Parse, Pick, Predict, Provide, Rank, Recommend, Return, Retrieve, Rewrite, Select, Show, Sort, Summarize, Translate, Write

3. สั่งให้ชัดเจนว่าต้องการผลลัพธ์แบบไหน

  • ไม่ควร: เขียนคำสั่งกำกวม เช่น “เขียนบทความเกี่ยวกับเกม”
  • ควร: เขียนให้ละเอียด เช่น “เขียนบทความ 3 ย่อหน้า พูดถึง 5 เครื่องเกมยอดนิยม ปีที่วางขาย และยอดขาย รวมทั้งหมดในโทนสนุกสนาน”

4. ใช้คำสั่งเชิงบวก (Instructions) แทนข้อห้าม (Constraints)

  • ไม่ควร: “อย่าพูดถึงชื่อเกม” → อาจทำให้ AI สับสน
  • ควร: “ให้พูดถึงแค่ชื่อเครื่องเกม ผู้ผลิต ปีที่เปิดตัว และยอดขาย” → ชัดเจนกว่า

การบอกว่า “ต้องทำอะไร” มีประสิทธิภาพมากกว่าการบอกว่า “ห้ามทำอะไร”

5. ควบคุมความยาวของคำตอบ

  • ตั้งค่า max token limit หรือระบุในเนื้อ Prompt โดยตรง
  • ตัวอย่าง: “อธิบายฟิสิกส์ควอนตัมแบบความยาวเท่าทวีต”

6. ใช้ตัวแปรใน Prompt

  • ใช้รูปแบบ {variable} เพื่อสร้าง Prompt ที่นำกลับมาใช้ซ้ำได้ง่าย
  • ตัวอย่าง:

VARIABLE
{city} = "Amsterdam"
Prompt: You are a travel guide. Tell me a fact about the city: {city}

Figure: Using variables in prompts → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

7. ทดลองเปลี่ยนสไตล์และโครงสร้าง Prompt

  • คำถาม: “What made the Sega Dreamcast revolutionary?”
  • คำสั่ง: “Write a paragraph about Sega Dreamcast”
  • ข้อความบรรยาย: “The Sega Dreamcast was a sixth-gen console…”

การทดลองใช้รูปแบบที่หลากหลายจะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ที่เหมาะสมที่สุด

8. สลับลำดับคำตอบตัวอย่างใน Few-shot Prompting

  • เพื่อป้องกันไม่ให้โมเดล “จดจำแค่ตำแหน่งคำตอบ”
  • ควรสลับตัวอย่าง POSITIVE, NEGATIVE, NEUTRAL ไปเรื่อย ๆ

9. อัปเดต Prompt ตามเวอร์ชันของโมเดลใหม่

  • แต่ละเวอร์ชัน AI อาจตีความ Prompt แตกต่างกัน
  • ใช้เครื่องมืออย่าง Vertex AI Studio หรือ Tool อื่นๆ เพื่อเก็บเวอร์ชันและบันทึกผลลัพธ์

10. ใช้ JSON เป็นรูปแบบผลลัพธ์ (Output Format)

  • ข้อดีของ JSON:
    - โครงสร้างชัดเจน
    - นำไปใช้ต่อในโปรแกรมได้ง่าย
    - ลดโอกาสที่ AI จะตอบผิดหรือตอบนอกประเด็น
    - สามารถจัดเรียงข้อมูลและระบุประเภทข้อมูลได้
  • ข้อเสีย:
    - ใช้ token จำนวนมาก → อาจทำให้คำตอบไม่สมบูรณ์
    - เคล็ดลับ: ใช้ไลบรารี json-repair ใน Python เพื่อแก้ไข JSON ที่ไม่สมบูรณ์

11. ใช้ Schema สำหรับ Input

นอกจากการกำหนด output แบบ JSON เราสามารถป้อน input แบบมีโครงสร้างให้ AI เข้าใจได้ดีขึ้น เช่น:

{
"name": "Wireless Headphones",
"category": "Electronics",
"price": 99.99,
"features": ["Bluetooth 5.0", "Noise cancellation"],
"release_date": "2023-10-27"
}

การใช้ schema ช่วยให้ AI เข้าใจ field ต่างๆ อย่างแม่นยำ

12. ทำงานร่วมกับคนอื่นในการเขียน Prompt

  • ให้หลายคนช่วยลองเขียน Prompt แบบเดียวกัน
  • เปรียบเทียบผลลัพธ์และเลือกแบบที่ดีที่สุด

13. CoT (Chain of Thought) Best Practices

  • ให้ AI แสดงเหตุผลก่อน → แล้วค่อยสรุปคำตอบ
  • ตั้ง temperature = 0 เพื่อให้ได้คำตอบแม่นยำ
  • แยกส่วน Reasoning กับ Final Answer อย่างชัดเจน

14. บันทึก Prompt ทุกเวอร์ชัน

  • เปรียบเทียบว่าแบบไหนได้ผลดี/ไม่ได้ผล
  • บันทึกการเปลี่ยนแปลง เช่น คำที่เปลี่ยน การสลับลำดับ ฯลฯ

เพื่อให้สามารถกลับมาใช้งานหรือปรับปรุงในอนาคตได้สะดวก ควรใช้ตารางดังนี้:

Figure: A template for documenting prompts → Photo from https://drive.google.com/file/d/1AbaBYbEa%5FEbPelsT40-vj64L-2IwUJHy/view

เคล็ดลับ:

  • ใช้ Google Sheets หรือระบบเอกสารภายในเก็บไว้
  • ถ้าใช้ Vertex AI Studio → แนบลิงก์ของ Prompt ที่บันทึกไว้ในระบบ
  • หากใช้กับ RAG (Retrieval-Augmented Generation) → เก็บข้อมูลเรื่อง query, chunking ฯลฯ ด้วย

8. กระบวนการพัฒนา Prompt ที่มีประสิทธิภาพ: ไม่ใช่แค่เขียน แต่ต้อง “ลอง-ปรับ-บันทึก”

“Prompt ที่ดีไม่ใช่เขียนครั้งเดียวแล้วเวิร์กเลย”

Prompt Engineering คือการลองผิดลองถูกอย่างเป็นระบบ:

  1. เขียน
  2. ทดลอง
  3. วิเคราะห์ผล
  4. ปรับปรุง
  5. บันทึก
  6. ทำซ้ำจนได้ผลลัพธ์ที่ดี

8. สรุปภาพรวม “Prompt Techniques” ทั้งหมด

“Prompt ที่ดีไม่ใช่แค่เขียนสวย แต่ต้องผ่านการทดลอง วิเคราะห์ ปรับปรุง และบันทึก”

Prompt Engineering เป็นทักษะที่ต้องฝึกต่อเนื่อง ไม่ใช่การท่องสูตรตายตัว แต่คือ “กระบวนการสร้างสรรค์ที่อิงกับผลลัพธ์” ขอให้สนุกกับการสำรวจโลกของ Prompt Engineering และปลดล็อกศักยภาพของ AI อย่างเต็มที่ ^__^

Data Science Explore the world of data science with Donato_Story

Dashboard Discover the power of data visualization with Donato_Story

Donato_Journey Join me on my journey (Thai version)

Course_Review Discover the training courses with Donato_Story (Thai version)

Let’s Connect!

Your thoughts and feedback are invaluable. Feel free to share them in the comments or connect with me on

Originally published on Medium

Related